วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โรคโลหิตจาง SCA

โรคโลหิตจาง SCA ทำให้ระดับ IQ ลดลง


    เม็ดเลือดแดงรูปเคียว












โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle-cell anemia) หรือ SCA ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางประเภทหนึ่งซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดงนั้น นอกจากจะมี อาการปวดอย่างรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ แล้ว จากผลการวิจัยทางการแพทย์ครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า โรคเม็ดเลือดแดงชนิดนี้อาจทำให้ความสามารถในการคิดลดลงในวัยรุ่นและวัยกลางคนอีกด้วย ซึ่งประมาณ 70,000 คนในสหรัฐฯเป็นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว
โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวจะทำให้ โปรตีนฮีโมโกลบิน (hemoglobin protein) ที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงผิดรูปไป ซึ่งการผิดรูปนี้จะทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งและเว้า ทำให้เม็ดเลือดแดงดูเหมือนเคียว ซึ่งเป็นรูปตัว C ซึ่งรูปร่างแบบนี้จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด โรคนี้จะเกิดกับคนคนเชื้อสายแอฟริกามากที่สุด
ในการรักษาโรคโลหิตจางทั่วไป แพทย์จะคำนึงถึงอาการที่สมองขาดออกซิเจนด้วยเสมอ อันเนื่องมาจากการที่เลือดมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ สำหรับโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวนี้ ก็ควรจะคำนึงถึงสมองด้วยเช่นกัน แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการคำนึงถึงเรื่องนี้เลย
เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ของโรคที่จะทำให้ความสามารถในการคิดลดลง คณะนักวิจัยนำโดย Elliott Vichinsky แห่งกรมโลหิตวิทยาและมะเร็ง ในโรงพยาบาลเด็ก และศูนย์การวิจัยโอกแลนด์ ได้ทำการทดสอบกับผู้เข้าร่วมการทดสอบที่เป็นโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวจำนวน 149 คนที่มีอายุระหว่าง 19-55 ปี ที่ไม่มีประวัติการบาดเจ็บที่สมอง และไม่มีความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ และไำด้ส่งผู้ควบคุมทางสุขภาพที่เป็นคน African-American เพื่อทดสอบระดับความสามารถทางการคิดวิเคราะห์หรือ IQ ผลปรากฎว่า ผู้ที่เป็นโรค SCA มีระดับ IQ ต่ำกว่าผู้ที่มีสุขภาพดี คือประมาณ 86.69 (คนปกติประมาณ 95.19) อีกทั้งการทดสอบในด้านความจำ และความสนใจทางด้านภาษา และการบริหารงานยังพบว่ากลุ่มผู้ป่วยโรค SCA นั้นขาดความสามารถในการควบคุมทางจิต
เพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมอง นักวิจัยได้ทำ MRI (magnetic resonance imaging) กับผู้ป่วยโรค SCA บางคน และผู้ที่มีสุขภาพดี พวกเขาพบว่าขนาดของเนื้อสมองส่วน hippocampus หรือเนื้อสมองสีเทาไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างผู้ที่เป็นโรค SCA กับผู้ที่มีสุขภาพดี แต่ด้วยอายุของสมอง ระดับความสามารถของการคิดของสมองทั้งหมดดูเหมือนจะลดลงในผู้ป่วยโรค SCA ซึ่งมีระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า พอๆ กับ ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่า ทั้งสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์กับการที่มีความสามารถในการคิดที่ด้อยกว่าในกลุ่มผู้ป่วย แต่นักวิจัยยังไม่ได้ทดสอบกับผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดอื่นว่าจะทำให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลงหรือไม่



กัมมันตภาพรังสี


เราเริ่มรู้จักสารกัมมันตภาพรังสี เมื่อ เฮนรี เบ็กเคอเรล (Henry Becquerel) นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส พบว่าสารประกอบของยูเรเนียมชนิดหนึ่งคือ สารโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต สามารถปล่อยรังสีชนิดหนึ่งออกมาได้ตลอดเวลา เขายังพบอีกว่าสารประกอบของธาตุยูเรเนียมทุกชนิดก็ปล่อยรังสีดังกล่าวเช่นกัน รังสีนี้เรียกว่า รังสียูเรนิก
ต่อมา มารี กูรีและสามีพบว่าธาตุพอโลเนียม เรเดียม มีการแผ่รังสีได้เช่นกัน เรียกธาตุเหล่านี้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี โดยรังสีที่แผ่ออกมาแบ่งได้เป็น 3 ชนิดด้วยกันคือ
รังสีแอลฟา เป็นนิวเคลียสของธาตุฮีเลียม สามารถทำให้สารที่ผ่านเกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้ดี แต่รังสีชนิดนี้มีอำนาจทะลุผ่านต่ำมาก
รังสีเบตา เป็นอิเล็กตรอน สามารถผ่านอากาศได้ 1-3 เมตร มีอำนาจทะลุผ่านมากกว่ารังสีแอลฟา
รังสีแกมมา เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความยาวคลื่นสั้นมากจึงทำให้มีอำนาจทะลุผ่านสูงที่สุด



ไอโซโทปกัมมันตรังสี
ไอโซโทป (isotopes) คือ การที่ธาตุชนิดเดียวกันที่นิวเคลียสมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกัน โดยที่ธาตุหนึ่งๆ อาจมีหลายไอโซโทป เช่นธาตุไฮโดรเจน มี 3 ไอโซโทป ได้แก่ โปรเทียม ดิวเทอเรียม และทริเทียม ในธรรมชาติ ธาตุส่วนใหญ่มีไอโซโทป ไอโซโทปที่ไม่แผ่รังสี เรียกว่า ไอโซโทปเสถียร ส่วนไอโซโทปที่แผ่รังสีได้ เรียกว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี
นิวเคลียสที่มีการแผ่รังสี (นิวเคลียสกัมมันตรังสี) เป็นนิวเคลียสไม่เสถียร โดยนิวเคลียสที่ไม่เสถียรจะแผ่รังสีออกมาจะทำให้เกิดรังสีใหม่ เรียกว่า  การสลายกัมมันตรังสี (radioactive decay) นิวเคลียสจะสลายต่อไป จนกระทั่งนิวเคลียสเสถียร การสลายกัมมันตรังสีของธาตุชนิดเดียวกันที่มีนิวเคลียสเริ่้มต้นเท่ากัน จะมีอัตราการสลายเท่ากันเรียกเวลาที่นิวเคลียสของธาตุกัมมันตรังสีลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของนิวเคลียสเริ่มต้น เรียกว่าครึ่งชีวิต






ที่มา : http://www.sciencenaru.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C/

สาเหตุที่ทำให้สมองเสื่อม





คนเรานั้นมีสมองที่มีความก้าวหน้าและมีภูมิปัญญามากที่สุดในอาณาจักรสัตว์ แต่เมื่อายุมากขึ้นคนเรามักจะมีอาการต่างๆ เกี่ยวกับสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ หรือจำอะไรไม่ค่อยได้ และนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่มีอาการทางสมองในวัยชรา
คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้เปรียบเทียบสมองของคนเรากับลิงชิมแปนซีซึ่งถือว่ามีวิวัฒนาการใกล้เคียงกับคนเรามากที่สุด พบว่าเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น สมองของคนเราจะหดตัวลง ในขณะที่สมองของลิงชิมแปนซียังคงมีขนาดเท่าเดิม การศึกษานี้บ่งชี้ว่าสมองของคนเราเป็นโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสูงวัยได้ง่ายว่าลิงชิมแปนซีเพราะมนุษย์เรามีอายุยืนกว่า
จากการวิเคราะห์สมองของมนุษย์และสมองของลิงชิมแปนซีด้วยการใช้ระบบจับภาพด้วยการสะท้อนของคลื่นแม่เหล็ก พบว่าขณะที่คนเรามีอายุมากขึ้นสมองจะเบาลง  น้ำหนักที่ลดลงเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของเซลล์ประสาทที่ลดขนาดลง ส่งผลกระทบถึงความสามารถในการคิด ความทรงจำ และการส่งสัญญา๊ณไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ลดลงตามไปด้วย จากการตรวจพบว่า สมองส่วนที่เสื่อมมากที่สุดคือ ซีรีบรัม คอร์เท็กซ์ (เยื่อหุ้มสมองส่วนล่าง) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดระดับสูง แต่สมองของลิงกลับไม่พบว่าน้ำหนักหรือขนาดลดลงเหมือนของมนุษย์ ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า สภาพการณ์นี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนหรือไม่
นักวิจัยกล่าวว่า การที่สมองคนเรามีอาการต่างๆ ข้างต้นเกิดขึ้นอาจเป็นเพราะสมองคนเราต้องใช้พลังงานมากในช่วงเวลาหลายสิบปีจึงทำให้เกิดอาการล้าและไม่สามารถทำงานด้วยขีดจำกัดสูงๆ ได้อีกต่อไป


ที่มา : http://www.sciencenaru.com/brain-degeneration/#more-861

วิทยาศาสตร์ [Science]

วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆในธรรมชาติ และกระบวนการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน

วิทยาศาสตร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (pure science)เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานที่ได้จากการค้นพบในธรรมชาติ ได้แก่ ข้อเท็จจริง หลักการ กฎ ทฤษฎี ได้แก่วิชาการต่างๆ เช่น ชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี ฯลฯ เราเรียกนักวิทยาศาสตร์ด้านนี้ว่า นักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวันได้แก่ แพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคอมพิวเตอร์เป็นต้น

ตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ที่มีชื่อเสียง เช่น
o อาร์คีเมเดส ผู้ค้นพบวิธีการหาปริมาตรของวัตถุโดยการแทนที่น้ำ
o เซอร์ ไอแซก นิวตัน ผู้ตั้งกฎของความโน้มถ่วง กฎการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทฤษฎีเกี่ยวกับการหักเหของแสง
o ชาลส์ ดาร์วิน ผู้ตั้งทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
o แอลเบริ์ต ไอน์สไตน์ ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์
 
 2.วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (applied science) หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการนำความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์และอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เรียก นักวิทยาศาสตร์ด้านนี้ว่านักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ประกอบด้วย วิศวกร แพทย์ เภสัชกร เกษตรกร เป็นต้น ตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ที่มีชื่อเสียง เช่น
o ทอมัส แอลวา เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
o ไมเคิล ฟาราเดย์ ผู้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
o กาลิเลโอ กาลิเลอิ ผู้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์แบบหักเห
o หลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้คิดทำเซรุ่มสำหรับฉีดแก้พิษงู และพิษสุนัขบ้า
o โจเซฟ ลิสเตอร์ ผู้ริเริ่มการใช้สารระงับเชื้อ
o มาร์เคเซ กูลีเอลโม มาร์โคนี ผู้ประดิษฐ์เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข
o วิลเบอร์ และออร์วิล ไรต์ ผู้สร้างเครื่องร่อนพร้อมทั้งปรับปรุงพัฒนาเป็นเครื่องบิน
 
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ในอดีตและปัจจุบันแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสื่อสาร คมนาคม และการเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และเกิดความรู้ใหม่ๆ ขึ้นได้ เมื่อมีการค้นคว้าหรือทดลองโดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นหลักฐานเชื่อถือได้
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในอดีต
  • คนสมัยก่อนเชื่อว่าโลกแบน
  •  อริสโตเติล กล่าวว่า “วัตถุที่หนักจะตกลงสู่พื้นได้เร็วกว่าวัตถุที่เบา
  • จอห์น ดาลตัน ผู้ค้นพบทฤษฎีอะตอมกล่าวว่า “อะตอมเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดไม่สามารถแบ่งได้ด้วยวิธีการใดๆ 1. -อริสโตเติลเชื่อว่าโลกกลม
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน
  • อริสโตเติลเชื่อว่าโลกกลม
  • เซอร์ ไอแซค นิวตัน อธิบายว่า โลกกลมแต่แบนเล็กน้อยที่ขั้วโลก ทั้ง 2 ข้าง แผนภาพดาวเทียมยืนยันว่าโลก เป็นทรงกลม
  • กาลิเลโอเป็นผู้คัดค้าน อริสโตเติล และค้นพบว่า “วัตถุไม่ว่าจะหนักหรือเบา จะตกลงถึงพื้นพร้อมกันเสมอ ถ้าวัตถุนั้นตกจากที่สูงในระดับเดียวกันและในสูญญากาศ”
  • รัทเธอร์ฟอร์ดผู้คัดค้านทฤษฎีอะตอมของจอห์น ดาลตัน และค้นพบว่า “อะตอมเป็นอนุภาคที่ไม่สามารถแบ่งได้ด้วยวิธีทางเคมีแต่สามารถแบ่งได้ด้วยวิธีการทางฟิสิกส์
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาอย่างไร 

ในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือการได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย
ลักษณะนิสัยสำคัญของนักวิทยาศาสตร์
การทำงานอย่างมีระบบและมีขั้นตอน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นความชำนาญทางวิทยาศาสตร์ เช่นการสังเกต การจำแนก การคำนวณ การพยากรณ์ การลงความเห็น การกำหนดตัวแปรและการควบคุมตัวแปร การตั้งสมมติฐาน การทดลอง ตลอดจนการสรุปผลการทดลองเป็นต้น
ลักษณะนิสัยสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ มีลักษณะสำคัญดังนี้
การเป็นคนช่างสังเกต
ช่างคิดช่างสงสัย
มีเหตุมีผล ยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่น
มีความพยายามและอดทน
มีความคิดริเริ่ม
ทำงานอย่างมีระบบ
การเป็นคนช่างสังเกต

การสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือประสาทสัมผัสทั้งห้า คือตา หู จมูก ลิ้น และกาย ในการสำรวจสิ่งที่สังเกตนั้น เช่นสำรวจวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติหรือจากการทดลอง โดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็นของผู้สังเกต

หลักในการสังเกต
ใช้ประสาทสัมผัสให้มากที่สุดในการสังเกต คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เพื่อให้ได้ข้อมูลมากและถูกต้อง
เมื่อสังเกตแล้วต้องบันทึกผลการสังเกตให้ตรงกับสิ่งที่เห็นจริง โดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็นของผู้สังเกต การบันทึกผลการทดลองควรจัดกระทำ ข้อมูลให้เหมาะสม เช่นจัดทำเป็นตารางบันทึกผลการสังเกต
ถ้าการสังเกตต้องบันทึกผลเป็นตัวเลข ต้องสังเกต 2-3 ครั้ง แล้วนำข้อมูลมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้อง หรือมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด
การสังเกตต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เช่น
o ไม่ใช้สายตาสังเกตแสงที่สว่างจ้าโดยตรง ควรใช้กระจกกรองแสง หรือฟิล์มกรองแสง
o ไม่ชิมสารเคมีที่ไม่รู้จัก หรือไม่แน่ใจว่าวัตถุนั้นจะไม่มีอันตราย ถ้าจำเป็นต้องชิม เช่นผงชูรส ให้ใช้ปลายลิ้นและสารเพียงเล็กน้อย แล้วรีบล้างออก
o ไม่สูดไอสารโดยตรง ควรใช้มือโบกไอสารเข้าจมูก
ความสามารถในการสังเกต สามารถฝึกฝนให้เกิดทักษะ ในการสังเกตมากขึ้น

การเป็นคนช่างคิดช่างสงสัย
การเป็นคนช่างคิดช่างสงสัยเป็นลักษณะนิสัยสำคัญอีกประการหนึ่งของ นักวิทยาศาสตร์ เพราะการสังเกตเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการคิดต่อไปนั้น จะไม่ช่วยให้เกิดความสนใจต้องการที่จะศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่สงสัย ทำให้ไม่เกิดความรู้ใหม่ๆ

การเป็นคนมีเหตุผล 

คนที่มีเหตุผล คือผู้ที่มีความเชื่อว่าเมื่อมีผลหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น ย่อมต้องมีสาเหตุที่ทำให้เกิด นักวิทยาศาสตร์มีวิธีค้นคว้าหาความรู้อย่างมีเหตุผล โดยมีขั้นตอนดังนี้

การเป็นคนมีความพยายามและอดทน 

ความพยายามและอดทน เป็นลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของ นักวิทยาศาสตร์ คือ ความเป็นผู้มีจิตใจแน่วแน่ ไม่ท้อถอย แม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ยังคงทำอยู่ ศึกษาอยู่จนพบความสำเร็จ

การเป็นคนมีความคิดริเริ่ม
ผู้ที่มีความคิดริเริ่ม หมายถึงผู้ที่มีความคิดที่กล้าที่จะคิดและทำสิ่งที่แปลกไปจากผู้อื่นคิดหรือทำอยู่แล้ว โดยเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและส่วนรวม ลักษณะการเป็นคนมีความคิด ริเริ่มทำให้ค้นพบ และเกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
การทำงานอย่างมีระบบและมีขั้นตอน 

กระบวนการในการทำงานอย่างมีระบบและมีขั้นตอน เพื่อค้นคว้าหาความรู้เรียกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
ระบุปัญหา
ตั้งสมมติฐาน
ตรวจสอบสมมติฐาน โดยทำการทดลอง หรือ ศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูล
สรุปผล